หนังตาตก แก้อย่างไร ? รวมวิธีรักษาและแนวทางดูแลตัวเอง

24 สิงหาคม 2026

นพ.จิรัช เจตชยานนท์

ผู้เขียน

นพ.จิรัช เจตชยานนท์

ประวัติ

  • จบการศึกษาระดับปริญญาตรีแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
  • วุฒิบัตรสาขาจักษุวิทยา มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  • ประกาศนียบัตรอบรมขั้นสูงด้านการทำตาสองชั้น ภายใต้การดูแลของ นพ.เจียงอริยวงศ์ ศัลยแพทย์ตกแต่ง และเสริมสร้างใบหน้า
  • ประกาศนียบัตรอบรมขั้นสูงด้านการทำตาสองชั้น จากโครงการ International Fellowship in Advanced Aesthetic Science (IFAAS) ประเทศเกาหลีใต้

"หนังตาตก ตาเศร้า" แก้อย่างไร พร้อมแนะนำการรักษาให้เหมาะสม

Key Takeaway:

หนังตาตกไม่ได้มีสาเหตุมาจากอายุเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงและพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การขยี้ตา หรือจ้องหน้าจอนาน ซึ่งปัญหานี้อาจส่งผลกระทบต่อทัศนวิสัยและการมองเห็นในระยะยาว การดูแลเบื้องต้นสามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อถนอมดวงตา แต่หากอาการเริ่มบดบังการมองเห็น ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งมีทั้งการใช้เครื่องมือยกกระชับและการผ่าตัดแก้ไขโครงสร้าง โดยผลลัพธ์และระยะเวลาจะขึ้นอยู่กับวิธีที่เลือกและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

หลายคนอาจคิดว่า ภาวะ “หนังตาตก” เป็นเรื่องของคนมีอายุที่เกิดจากความหย่อนคล้อยของผิวหน้า แต่แท้จริงแล้วอาการนี้สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ และเมื่อเกิดขึ้นยังจะส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันมากกว่าที่คิด

สำหรับภาวะหนังตาตก เริ่มแรกคุณอาจรู้สึกว่าตาดูเศร้าลง และไม่สดใสเหมือนเก่า นานวันเข้า เปลือกตาที่ตกลงมาจะเริ่มบดบังตาดำ ทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นแคบลงโดยที่เราไม่รู้ตัว เวลาอ่านหนังสือ ขับรถ หรือมองหน้าจอ ก็ต้องพยายามเพ่งดวงตา ซึ่งจะทำให้เกิดอาการล้าและปวดเมื่อยรอบดวงตาตามมา ดังนั้น การตระหนักรู้ถึงสาเหตุของปัญหาว่าเกิดจากอะไร และควรใช้วิธีใดในการรักษา จะช่วยทำให้คุณกลับมามีทัศนวิสัยการมองเห็นที่สดใสเหมือนเคย

หนังตาตกเกิดจากอะไร ?

เมื่อเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของรอบดวงตา หลายคนมักมีคำถามว่าหนังตาตกเกิดจากอะไร ซึ่งโดยทั่วไปแล้วปัญหานี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากอายุที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่สามารถแบ่งสาเหตุหลัก ๆ ออกได้ ดังนี้

1. เสื่อมสภาพตามวัย (Aging)

ถือเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด เมื่ออายุมากขึ้น โครงสร้างผิวหนัง คอลลาเจน และอีลาสตินบริเวณใบหน้าส่วนบน หน้าผาก และเปลือกตาจะเริ่มเสื่อมสภาพ หย่อนคล้อยลงตามกาลเวลา ทำให้หนังตาที่เคยเต่งตึงตกลงมาบดบังชั้นตาได้

2. กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (Ptosis)

ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการยกเปลือกตา (Levator Muscle) ทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้ลืมตาได้ไม่สุด ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงวัย ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้สูงอายุเสมอไป

3. พฤติกรรมและการใช้ชีวิตประจำวัน

การใช้ชีวิตประจำวันก็มีส่วนสำคัญ เช่น การขยี้ตาแรง ๆ เป็นประจำ การใส่และถอดคอนแทคเลนส์ที่ดึงรั้งเปลือกตาติดต่อกันเป็นเวลานาน รวมถึงการจ้องหน้าจอนาน ๆ จนทำให้ตาแห้งและต้องกะพริบตาหรือเพ่งสายตาอย่างหนัก ล้วนเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการนี้ได้เช่นกัน

4. กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงตั้งแต่กำเนิด

เกิดจากการพัฒนาที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อยกเปลือกตาตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดา ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวเจริญเติบโตไม่เต็มที่และทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้มีอาการหนังตาตกหรือตาปรือตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งหากปล่อยไว้อาจส่งผลกระทบต่อทัศนวิสัย พัฒนาการด้านการมองเห็น และอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะสายตาขี้เกียจในเด็กตามมาได้

แนวทางการดูแลตัวเองเบื้องต้น

สำหรับผู้ที่เริ่มมีอาการในระยะแรก การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสามารถช่วยถนอมผิวและกล้ามเนื้อรอบดวงตาได้ โดยมีคำแนะนำในการดูแลตัวเอง ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการขยี้ตา : การขยี้ตาแรง ๆ เป็นการทำร้ายผิวหนังที่บอบบางรอบดวงตาโดยตรง และอาจส่งผลให้เอ็นกล้ามเนื้อตาเกิดการยืดตัวและบาดเจ็บจนหนังตาตกลงมาได้
  • ทำความสะอาดดวงตาอย่างเบามือ : เวลาเช็ดเครื่องสำอางรอบดวงตา ควรใช้สำลีชุบผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอางแปะค้างไว้สักครู่ เพื่อให้เครื่องสำอางละลาย จากนั้นค่อย ๆ เช็ดออกในแนวราบอย่างเบามือ ไม่ควรถูหรือขยี้
  • บริหารกล้ามเนื้อตา : การฝึกกลอกตาไปมา หรือการลืมตาขึ้นค้างไว้โดยไม่ยักคิ้ว เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อหน้าผากทำงานแทนกล้ามเนื้อตา ทั้งยังช่วยกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อรอบดวงตาในเบื้องต้นได้
  • งดจ้องหรือเพ่งหน้าจอเป็นเวลานาน : ควรพักสายตาจากหน้าจอมือถือหรือคอมพิวเตอร์เป็นระยะ ควบคู่กับการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเป็นการช่วยลดอาการบวมและความเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อรอบดวงตา

แนวทางการรักษาทางการแพทย์

หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น และสงสัยว่าภาวะหนังตาตกแก้อย่างไรให้เหมาะสมกับปัญหาของตนเอง การไปพบจักษุแพทย์เพื่อประเมินอาการอย่างละเอียดถือเป็นคำตอบสำคัญ เนื่องจากในปัจจุบันมีแนวทางการรักษาอยู่หลายวิธีดังนี้

1. การรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด

ในเคสที่มีปัญหาหนังตาหย่อนคล้อยเพียงเล็กน้อย แพทย์อาจพิจารณาแนะนำการใช้เครื่องมือกลุ่มยกกระชับด้วยพลังงานต่าง ๆ เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนบริเวณผิวหนังรอบดวงตาให้ดูตึงกระชับขึ้น ทั้งนี้ผลการรักษาจะขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์และสภาพผิวของแต่ละบุคคล

2. การรักษาด้วยการผ่าตัด

สำหรับผู้ที่มีภาวะหนังตาตกจนบดบังการมองเห็น หรือมีภาวะกล้ามเนื้อตาทำงานผิดปกติร่วมด้วย การผ่าตัดกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงจะเป็นวิธีที่ช่วยแก้ปัญหาที่โครงสร้างภายใน โดยแพทย์จะทำการตัดแต่งหนังตาส่วนเกินออก หรือทำการปรับและเย็บกล้ามเนื้อตา เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานของเปลือกตาให้ดีขึ้น ทั้งนี้ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

การรักษาแก้หนังตาตกอยู่ได้กี่ปี ?

ผลลัพธ์ของการรักษาอาจแตกต่างกันไปตามวิธีที่เลือกใช้ รวมถึงเทคนิคของแพทย์ และที่สำคัญคือโครงสร้างร่างกาย ตลอดจนการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล หากเป็นการรักษาด้วยเครื่องมือยกกระชับ ผลลัพธ์อาจคงอยู่ได้ในระยะเวลาหนึ่งตามรอบการสร้างและสลายคอลลาเจนของร่างกาย แต่หากเป็นการผ่าตัดรักษาหนังตาตก โดยทั่วไปอาจคงผลลัพธ์ได้นานกว่าวิธีที่ไม่ผ่าตัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย เทคนิคการผ่าตัดที่เลือกใช้ และการดูแลหลังการรักษาของแต่ละคน

ปัญหาดวงตาปรือ และหนังตาบดบังการมองเห็น สามารถแก้ไขได้หากทราบสาเหตุที่แน่ชัด การสังเกตตัวเองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่หากโครงสร้างภายในเกิดความหย่อนคล้อยหรือกล้ามเนื้อตาทำงานลดลง การเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์จะช่วยให้ได้รับการประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับสาเหตุของปัญหา

หนังตาตก ตาเศร้า รักษาได้ ปรึกษาจักษุแพทย์ได้ที่ Bangkok Eye Aesthetics (BEA Clinic)

หากคุณกำลังเผชิญปัญหาเกี่ยวกับความหย่อนคล้อย เปลือกตาตก บดบังทัศนวิสัย และต้องการเข้ารับการประเมินเพื่อหาแนวทางรักษา คลินิกทำตา Bangkok Eye Aesthetics (BEA Clinic) ย่านอโศก ที่ดำเนินการรักษาทุกขั้นตอนโดยนายแพทย์จิรัช เจตชยานนท์ จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมรอบดวงตา ทุกเคสจะได้รับการประเมินปัญหาและวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย พร้อมนัดติดตามผลตามแผนการรักษาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คุณได้ดวงตาที่ดูสวยงามและมีการมองเห็นที่ดีขึ้น

นัดหมายเข้ารับคำปรึกษาแพทย์ได้ที่ LINE Official: @beaclinic หรือโทร. 064-196-3635

ข้อมูลอ้างอิง

  1. Ptosis: causes, presentation, and management. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 จาก https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/12925861/
  2. How ptosis affects the visual quality: an overview of visual quality impairments and contributing factors in ptotic eyes. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 จาก https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/40085308/
  3. Impact of blepharoptosis surgery on vision-related quality of life and its correlation with contrast sensitivity changes. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 จาก https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/40343557/

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาหนังตาตกและการผ่าตัดรักษา (FAQs)


Q: หนังตาตกต่างจากภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงอย่างไร ?

A: อาการหนังตาตกทั่วไปมักเกิดจากผิวหนังชั้นนอกและไขมันที่หย่อนคล้อยลงมาตามวัย แต่ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (Ptosis) เกิดจากกล้ามเนื้อยกเปลือกตาที่อยู่ลึกลงไปทำงานผิดปกติ ทำให้ลืมตาได้ไม่เต็มที่ โดยจักษุแพทย์จะเป็นผู้ตรวจประเมินอย่างละเอียดเพื่อวิเคราะห์สาเหตุพร้อมวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง

Q: การผ่าตัดแก้ปัญหาหนังตาตกใช้เวลาพักฟื้นนานหรือไม่ ?

A: โดยทั่วไปจะใช้เวลาพักฟื้นในช่วงแรกประมาณ 1-2 สัปดาห์ ซึ่งในช่วงนี้อาจมีอาการบวมช้ำเกิดขึ้นได้เป็นเรื่องปกติและจะค่อย ๆ ลดลงตามลำดับ ทั้งนี้ ระยะเวลาการพักฟื้นของแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย เทคนิคการผ่าตัด และการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีหลังการรักษา

Q: การทาครีมบำรุงรอบดวงตาสามารถช่วยรักษาอาการหนังตาตกได้หรือไม่ ?

A: ผลิตภัณฑ์บำรุงรอบดวงตาสามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดความแห้งกร้าน และช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยตื้น ๆ ได้ดี แต่ไม่สามารถแก้ไขความหย่อนคล้อยของโครงสร้างชั้นลึก หรือรักษาภาวะการทำงานที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อตาได้

Q: ผู้ที่มีโรคประจำตัวสามารถเข้ารับการผ่าตัดแก้ไขดวงตาได้หรือไม่ ?

A: สามารถทำได้ในหลายกรณี แต่ผู้เข้ารับบริการจำเป็นต้องแจ้งประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา รวมถึงยาและอาหารเสริมที่รับประทานอยู่เป็นประจำให้แพทย์ทราบอย่างละเอียดก่อนเข้ารับการรักษา เพื่อให้แพทย์ประเมินความพร้อมและดูแลความปลอดภัยได้อย่างเหมาะสม