ตาปรือ ตาง่วง เกิดจากอะไร แค่พักผ่อนไม่พอหรือมีปัญหาอื่น ?
22 พฤษภาคม 2026
ผู้เขียน
นพ.จิรัช เจตชยานนท์
ประวัติ
- จบการศึกษาระดับปริญญาตรีแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
- วุฒิบัตรสาขาจักษุวิทยา มหาวิทยาลัยขอนแก่น
- ประกาศนียบัตรอบรมขั้นสูงด้านการทำตาสองชั้น ภายใต้การดูแลของ นพ.เจียงอริยวงศ์ ศัลยแพทย์ตกแต่ง และเสริมสร้างใบหน้า
- ประกาศนียบัตรอบรมขั้นสูงด้านการทำตาสองชั้น จากโครงการ International Fellowship in Advanced Aesthetic Science (IFAAS) ประเทศเกาหลีใต้
ความแตกต่างระหว่างผ่าตัดถุงใต้ตาแผลนอกกับแผลในที่ควรรู้
Key Takeaway:
ปัญหาตาปรือและตาง่วงนอนตลอดเวลา มักมีสาเหตุหลักมาจากภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงหรือความหย่อนคล้อยของผิวหนังตามวัย โดยวิธีรักษาจะเน้นการแก้ไขที่ต้นเหตุของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดปรับระดับกล้ามเนื้อตา (Ptosis Repair Surgery) เพื่อช่วยให้ดวงตาเบิกกว้างสดใส หรือการทำตา 2 ชั้นเพื่อกำจัดผิวหนังและไขมันส่วนเกินที่บดบังชั้นตาเดิมอยู่ ซึ่งการรักษาที่ตรงกับสาเหตุจะช่วยคืนบุคลิกภาพที่มั่นใจ ขยายลานสายตาให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้น และลดภาระของกล้ามเนื้อหน้าผากที่ต้องทำงานหนักจากการพยายามลืมตาในระยะยาว
อาการตาปรือหรือลักษณะที่ดูง่วงนอนตลอดเวลา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อบุคลิกภาพ ทำให้ใบหน้าโดยรวมดูไม่สดใส อิดโรย และดูมีอายุเกินกว่าวัย
ในความเป็นจริงแล้ว อาการเหล่านี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการนอนน้อยเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากโครงสร้างกล้ามเนื้อตาที่อ่อนแรงหรือความหย่อนคล้อยตามธรรมชาติ ที่ต้องอาศัยการแก้ไขทางการแพทย์อย่างถูกวิธี

สาเหตุตาปรือและดูง่วงตลอดเวลา ? นอนไม่พอหรือเปล่า
หลายคนมักเข้าใจผิดว่าอาการตาปรือเกิดจากการพักผ่อนน้อยเพียงอย่างเดียว แต่ในทางการแพทย์ ปัญหานี้มีต้นตอที่ซับซ้อนกว่านั้น โดยสามารถแบ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้ดวงตาดูไม่สดใสได้ดังนี้
ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (Ptosis)
ถือเป็นสาเหตุหลักที่พบได้บ่อย ซึ่งเกิดจากการที่กล้ามเนื้อยกเปลือกตา (Levator Muscle) ทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้เปลือกตาบนตกลงมาปิดตาดำมากกว่าปกติ ดวงตาจึงดูหรี่เล็กและดูอ่อนล้าอยู่ตลอดเวลา
อายุที่มากขึ้นและการเสื่อมสภาพตามวัย
เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ผิวหนังและกล้ามเนื้อรอบดวงตาจะเริ่มสูญเสียความยืดหยุ่นและเกิดความหย่อนคล้อยไปตามธรรมชาติ เป็นเหตุให้หนังตาตกลงมาบดบังชั้นตาเดิมจนทำให้ตาดูปรือและดูมีอายุ
พันธุกรรมหรือความผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด
บางรายอาจพบอาการตาปรือได้ตั้งแต่เด็ก ซึ่งมีสาเหตุมาจากพัฒนาการที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาทที่ทำหน้าที่ควบคุมเปลือกตามาตั้งแต่ต้น
พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ทำร้ายดวงตา
- การขยี้ตาบ่อยหรือรุนแรง : แรงเสียดสีซ้ำ ๆ จะส่งผลให้เนื้อเยื่อเปลือกตายืดตัวและกล้ามเนื้อตาอ่อนแอลงในระยะยาว
- การใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานาน : การดึงเปลือกตาขณะใส่หรือถอดเลนส์ รวมถึงแรงเสียดสีสะสมเป็นเวลานาน อาจทำให้กล้ามเนื้อยกเปลือกตายืดออกจนเกิดภาวะหนังตาตกได้
- การใช้สายตาจ้องหน้าจอ : การใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือต่อเนื่องนานเกินไปโดยไม่พัก ทำให้กล้ามเนื้อตาเกิดความล้าสะสม ส่งผลให้ลืมตาได้ไม่สุดและตาดูง่วงนอน
ปัจจัยด้านสุขภาพและอุบัติเหตุ
- การบาดเจ็บ : อุบัติเหตุที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริเวณดวงตาหรือสมอง อาจทำความเสียหายต่อเส้นประสาทหรือกล้ามเนื้อยกเปลือกตาได้
- โรคระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อ : เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอ็มจี (Myasthenia Gravis) หรือภาวะเนื้องอกกดทับเส้นประสาทตา ซึ่งมักส่งผลให้มีอาการตาปรือแบบเป็น ๆ หาย ๆ หรือมีอาการรุนแรงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
วิธีสังเกตอาการตาปรือ ตาง่วง ที่ควรพบแพทย์
หากคุณไม่แน่ใจว่าอาการที่เป็นอยู่เข้าข่ายปัญหาตาปรือตาง่วงจากโครงสร้างดวงตา หรือเป็นสัญญาณเตือนของโรคที่ควรได้รับการรักษาหรือไม่ สามารถลองสังเกตเบื้องต้นได้จากอาการที่มากกว่าแค่ความเหนื่อยล้า ดังนี้
ตาดำถูกปิดทับมากเกินไป
ในภาวะปกติ เปลือกตาบนควรปิดตาดำลงมาเพียง 1-2 มิลลิเมตรเท่านั้น หากสังเกตเห็นว่าขอบเปลือกตาตกลงมาปิดจนถึงบริเวณขอบรูม่านตาหรือเกินกว่านั้น นั่นคือสัญญาณชัดเจนว่ากล้ามเนื้อตาเริ่มมีปัญหา
ต้องเลิกคิ้วช่วยลืมตาตลอดเวลา
ลองสังเกตพฤติกรรมตัวเองว่า คุณต้องพยายามยักคิ้ว ขยับหน้าผาก หรือแหงนหน้ามอง เพื่อช่วยให้ดวงตาเปิดกว้างขึ้นหรือไม่ หากต้องทำเช่นนั้นบ่อยครั้งจนเริ่มมีริ้วรอยบนหน้าผาก แสดงว่ากล้ามเนื้อยกลืมตาทำงานได้ไม่เพียงพอ
ตาดูไม่เท่ากันอย่างเห็นได้ชัด
หากเปลือกตาข้างหนึ่งตกลงมามากกว่าอีกข้าง จนทำให้ดวงตาทั้งสองข้างดูมีขนาดไม่สมดุลหรือเสียบุคลิกภาพ อาการลักษณะนี้มักเกิดจากโครงสร้างกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่ควรได้รับการประเมินโดยจักษุเเพทย์อย่างละเอียด
อาการไม่สม่ำเสมอหรือรุนแรงขึ้น
หากอาการตาปรือไม่ได้เป็นเท่ากันตลอดวัน แต่เริ่มชัดเจนขึ้นมากในช่วงเย็น หรือหลังจากใช้สายตาหนัก ๆ รวมถึงรู้สึกว่าลืมตาได้ลำบากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อร่างกายอ่อนล้า นี่คืออาการบ่งชี้ว่าไม่ใช่แค่เรื่องของการพักผ่อนไม่พอ แต่เป็นความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อตาที่ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอย่างตรงจุด
แนวทางการรักษาอาการตาปรือ ตาง่วง
การแก้ไขปัญหาตาปรือให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ จำเป็นต้องเลือกเทคนิคที่สอดคล้องกับต้นเหตุของปัญหา โดยมีแนวทางหลักดังนี้
รักษากล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (Ptosis Repair Surgery)
สำหรับผู้ที่มีอาการตาปรือจากสาเหตุของกล้ามเนื้อยกเปลือกตาโดยตรง จำเป็นต้องใช้เทคนิคการผ่าตัดเพื่อปรับระดับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อยกลืมตาให้ทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ดวงตาเปิดกว้าง ตาดำดูโตสดใส และสามารถแก้ไขปัญหาตาปรือได้
เทคนิคการทำตา 2 ชั้น (Double Eyelid Surgery)
ในกรณีที่คนไข้มีปัญหาเรื่องหนังตาเกิน ชั้นตาไม่ชัด หรือมีไขมันเปลือกตามากเกินไป แพทย์จะใช้เทคนิคการทำตา 2 ชั้นที่เหมาะสมกับสรีระของแต่ละบุคคล
- เทคนิคกรีดสั้น / เปิดแผลสั้น : แพทย์จะเปิดแผลขนาดเล็กมากเพื่อนำไขมันส่วนเกินออกและสร้างชั้นตาใหม่ เหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันน้อยและไม่มีปัญหาหนังตาหย่อนคล้อยมากนัก ข้อดีคือแผลเล็กและใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน
- เทคนิคกรีดยาว : ออกแบบมาเพื่อผู้ที่มีผิวหนังส่วนเกินและไขมันสะสมปริมาณมาก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เทคนิคนี้จะช่วยกำจัดผิวหนังส่วนที่เกินออกไปพร้อมกับสร้างชั้นตาที่คมชัด
- เทคนิคไม่กรีดแผล (เย็บจุด) : เป็นการสร้างจุดเล็ก ๆ ประมาณ 5-6 จุดบริเวณเปลือกตาเพื่อร้อยไหมสร้างชั้นตา เหมาะสำหรับผู้ที่มีเปลือกตาบางและไม่มีไขมันส่วนเกิน เน้นความเป็นธรรมชาติและไม่ต้องพักฟื้นนาน
ทั้งนี้ การเลือกใช้เทคนิคใดเทคนิคหนึ่ง หรือการทำหลายเทคนิคร่วมกัน ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของจักษุแพทย์เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างดวงตาและความต้องการของคนไข้แต่ละราย เพื่อให้ได้ดวงตาที่สวยงามและมีประสิทธิภาพการมองเห็นที่ดีที่สุด

อาการตาปรือและตาง่วง ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อภาพลักษณ์และความมั่นใจเท่านั้น แต่ยังอาจกระทบต่อลานสายตาและการมองเห็นในระยะยาว การปรึกษาแพทย์เพื่อวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
หากคุณมีอาการหนังตาตก หรือกำลังมองหาวิธีแก้ตาปรือ Bangkok Eye Aesthetics (BEA Clinic) คลินิกศัลยกรรมตาย่านอโศก พร้อมให้บริการดูแลปัญหาดวงตาด้วยการผ่าตัดกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ดำเนินการรักษาทุกขั้นตอนโดย นายแพทย์จิรัช เจตชยานนท์ จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมรอบดวงตา ทุกเคสจะได้รับการออกแบบและแก้ไขปัญหาเฉพาะบุคคล (Personalized Design) พร้อมการติดตามผลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คุณได้ดวงตาที่สวยงาม สดใส และมีประสิทธิภาพการมองเห็นที่ดีขึ้น
นัดหมายเข้ารับคำปรึกษาฟรีได้ที่
- LINE Official @beaclinic
- โทร. 064-196-3635
ข้อมูลอ้างอิง
[Heavy eye syndrome: clinical manifestations, diagnosis and treatment]. สืบค้นเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569. จาก https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/39569783/.
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผ่าตัดแก้ปัญหาตาปรือตาง่วง (FAQs)
Q: การผ่าตัดแก้ไขตาปรือใช้เวลานานไหม และต้องพักฟื้นกี่วัน ?
A: ใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 45-90 นาที ขึ้นอยู่กับเทคนิคที่ใช้ โดยปกติจะเริ่มยุบบวมและเข้าที่ภายใน 1-2 สัปดาห์ และกลับไปใช้ชีวิตปกติได้หลังตัดไหมประมาณ 6-7 วัน
Q: หากมีภาวะตาปรือเพียงข้างเดียว สามารถผ่าตัดแค่ข้างที่เป็นได้หรือไม่ ?
A: แพทย์มักแนะนำให้ตรวจประเมินทั้งสองข้าง เนื่องจากบ่อยครั้งการแก้ไขข้างหนึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อตาอีกข้าง การทำตาสองข้างพร้อมกันจึงช่วยให้ผลลัพธ์ดูสมมาตรกว่า
Q: การผ่าตัดกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงจะทำให้หลับตาไม่สนิทหรือไม่ ?
A: ในช่วงแรกอาจมีอาการหลับตาไม่สนิทได้เล็กน้อยเนื่องจากอาการบวม แต่จะค่อย ๆ ดีขึ้นและกลับมาหลับตาสนิทเป็นปกติเมื่อแผลหายสนิทและกล้ามเนื้อตาปรับตัวได้
Q: ผลลัพธ์หลังการผ่าตัดแก้ไขตาปรือตาง่วงจะอยู่ได้นานแค่ไหน ?
A: การแก้ไขกล้ามเนื้อตาให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานหลายปีหรือเกือบจะถาวร อย่างไรก็ตาม ความหย่อนคล้อยตามวัยในอนาคตอาจเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ ซึ่งแพทย์จะออกแบบเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ไว้