รวม 6 วิธีแก้หนังตาตก คืนความมั่นใจ เสริมโหงวเฮ้งให้ปังขึ้น
30 Jan 2026
Writer
Dr.Jirach Jatechayanon (MD,MSc)
History
- Bachelor of Medicine, Faculty of Medicine, Rangsit University
- Board Certification in Ophthalmology, Faculty of Medicine, Khon Kaen University
- Certificate of Advanced training in double eyelid surgery under the guidance of a Dr. Cheangariyavong, Facial Plastic and Reconstructive Surgeon
- Certificate of Advanced training in double eyelid surgery through the International Fellowship in Advanced Aesthetic Science program (IFAAS), South Korea
6 วิธีแก้หนังตาตก เสริมดวงตาให้ดูสดใส
ปัญหาหนังตาตกหรือตาหย่อน ไม่เพียงส่งผลต่อรูปลักษณ์ของดวงตา แต่ยังทำให้ดวงตาดูเหนื่อยล้าและดูมีอายุมากกว่าวัย อีกทั้งในทางโหงวเฮ้ง ดวงตายังเป็นจุดสำคัญที่สะท้อนพลังงานและบุคลิกภาพ การมีภาวะหนังตาตกย่อมส่งผลต่อโหงวเฮ้งโดยรวม ดังนั้น การเข้าใจสาเหตุและวิธีแก้ไขหนังตาตก จึงมีความสำคัญทั้งในมุมความงามและด้านโชคลาภ
ลักษณะของหนังตาตก ที่ส่งผลต่อโหงวเฮ้ง
หนังตาตก (Ptosis) คือภาวะที่เปลือกตาบนหย่อนลงมามากกว่าปกติ ส่งผลให้ช่องตาดูแคบ ดวงตาดูเล็กลง และบางครั้งอาจบดบังการมองเห็นโดยตรง สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากผิวหนังที่สูญเสียความยืดหยุ่นหรือมีไขมันสะสมมากเกินไป บางรายอาจเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อตา ทำให้ดวงตายกขึ้นได้ไม่เต็มที่
ตามความเชื่อด้านโหงวเฮ้ง ดวงตาถือเป็น "หน้าต่างของใบหน้า" ซึ่งสะท้อนถึงพลังชีวิต ความมั่นใจ และเสน่ห์ การมีหนังตาตกหรือตาหย่อน อาจส่งผลทำให้ดวงตาดูไม่สดใส เหมือนคนอ่อนเพลีย ขาดพลัง ขาดโอกาส และมีผลต่อภาพลักษณ์โดยรวม อีกทั้งในตำราโบราณยังเชื่อว่า ดวงตาที่ดูเศร้า หรือหม่นหมอง อาจส่งผลต่อโชคลาภ ความสัมพันธ์ และความก้าวหน้าในชีวิตได้ด้วย
สาเหตุที่ทำให้หนังตาตกเกิดจากอะไร?
เมื่อรู้แล้วว่าภาวะหนังตาตกสามารถส่งผลได้ทั้งต่อภาพลักษณ์และโหงวเฮ้ง คำถามต่อมาคือ แล้วภาวะนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งจริง ๆ แล้วหนังตาหย่อนเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ การทำความเข้าใจว่าหนังตาตกเกิดจากอะไร จะช่วยให้สามารถเลือกแนวทางการรักษาได้อย่างเหมาะสมและตรงจุดมากที่สุด
1.ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงแต่กำเนิด (Congenital Ptosis)
สาเหตุนี้เป็นภาวะที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกเกิด โดยกล้ามเนื้อที่ใช้ยกเปลือกตา (Levator Muscle) พัฒนาไม่สมบูรณ์ ทำให้เด็กบางคนมีภาวะตาปรือหรือลืมตาได้ไม่สุด ซึ่งหากปล่อยไว้อาจส่งผลต่อพัฒนาการด้านการมองเห็น และเกิดภาวะตาขี้เกียจ (Amblyopia) ตามมาได้ ดังนั้น เด็กที่มีภาวะดังกล่าวจึงควรไปพบจักษุแพทย์ตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อติดตามอาการและพิจารณาการรักษาหนังตาตกด้วยวิธีที่เหมาะสม
2.ผิวหนังและกล้ามเนื้อบริเวณเปลือกตาเสื่อมสภาพลงตามอายุ
เมื่ออายุมากขึ้น ผิวหนังรอบดวงตาจะสูญเสียคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ความยืดหยุ่นลดลง ขณะเดียวกันกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ยกเปลือกตา (Levator Muscle) ก็อ่อนแรงลงตามวัย ส่งผลให้เกิดภาวะตาหย่อนหรือหนังตาตกได้
ภาวะนี้เรียกว่า Age-Related Ptosis หรือ Dermatochalasis ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ หนังตาที่หย่อนคล้อยไม่เพียงกระทบต่อความสวยงาม แต่ในบางรายยังบดบังลานสายตา ทำให้การมองเห็นลดลง โดยเฉพาะขณะอ่านหนังสือหรือขับรถ
3.โรคหรืออาการป่วยบางอย่าง
นอกจากเรื่องของอายุแล้ว ยังมีโรคบางชนิดที่ทำให้เกิดภาวะหนังตาตกหรือกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่อาจเกิดกับผู้ป่วยบางรายได้อีกด้วย เช่น
- Myasthenia Gravis (MG): โรคของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านตัวเอง ส่งผลให้กล้ามเนื้อที่ใช้ในการยกเปลือกตาอ่อนแรง หนังตาจะตกมากขึ้นเมื่อใช้งานนาน ๆ แต่จะดีขึ้นเมื่อพักสายตา
- กล้ามเนื้อตาเสื่อมหรือบาดเจ็บจากสาเหตุอื่น ๆ : เช่น ภายหลังการผ่าตัดตา การอักเสบ หรือเกิดอุบัติเหตุบริเวณดวงตา อาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้เช่นกัน
ภาวะเหล่านี้มักต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยจักษุแพทย์ร่วมกับแพทย์เฉพาะทางระบบประสาท เพื่อแยกสาเหตุและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม

6 วิธีแก้หนังตาตก คืนความสดใสและความมั่นใจให้ดวงตา
เมื่อรู้แล้วว่าหนังตาตกเกิดจากอะไร ขั้นต่อไปคือการเลือกแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม ทั้งการดูแลด้วยตนเองและการรักษาทางการแพทย์ เพื่อคืนความสดใสและความมั่นใจให้กับดวงตาอีกครั้ง
1. การบริหารกล้ามเนื้อตา
การบริหารกล้ามเนื้อตาช่วยเพิ่มความแข็งแรง เช่น การหลับตาให้แน่นแล้วลืมตาช้า ๆ ทำซ้ำวันละ 10–15 ครั้ง เป็นการกระตุ้นกล้ามเนื้อตาในระดับเบื้องต้น แม้จะไม่ช่วยแก้ตาหย่อนอย่างถาวร แต่ช่วยชะลออาการและลดความหย่อนคล้อยของเปลือกตา
2. การนวดรอบดวงตา
การนวดเบา ๆ บริเวณรอบดวงตา จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ หากทำเป็นประจำยังสามารถช่วยชะลอความหย่อนคล้อยได้ แต่ควรนวดด้วยความอ่อนโยนเพื่อหลีกเลี่ยงการทำร้ายผิวที่บอบบาง
3. บำรุงผิวรอบดวงตาอย่างสม่ำเสมอ
การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวรอบดวงตาอย่างสม่ำเสมอ เช่น อายครีมที่มีส่วนผสมของเปปไทด์ เรตินอล วิตามินซี หรือกรดไฮยาลูรอนิก (Hyaluronic Acid) จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิว ทำให้ผิวรอบดวงตาแข็งแรงและยืดหยุ่นมากขึ้น
4. ปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
หลีกเลี่ยงการใช้สายตาหนักเกินไป เช่น จ้องหน้าจอนาน ๆ ควรพักสายตาเป็นระยะ รวมถึงนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการพักผ่อนช่วยให้กล้ามเนื้อตาและผิวรอบดวงตาฟื้นตัว ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหนังตาหย่อนได้อีกด้วย
5. การผ่าตัดแก้ไขภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง
นับเป็นวิธีแก้หนังตาตกที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่มีอาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง อีกทั้งการผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงยังถือเป็นวิธีที่ได้ผลชัดเจน เพราะเทคนิคนี้มุ่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยจะไปปรับตำแหน่งหรือเสริมกล้ามเนื้อตาเลเวเตอร์ (Levator Muscle) ทำให้เปลือกตายกขึ้นได้เต็มที่ โดยจะมีการประเมินโครงสร้างกล้ามเนื้อตา พร้อมกับออกแบบตำแหน่งกรีดแผลก่อนการทำหัตถการ รวมถึงมีการปรับความตึงของกล้ามเนื้อระหว่างการผ่าตัด
6. การผ่าตัดทำตาสองชั้น
สำหรับผู้ที่มีตาหย่อนจากผิวหนังและไขมันส่วนเกิน การผ่าตัดทำตาสองชั้นจะช่วยเอาส่วนเกินออกและสร้างชั้นตาใหม่ ทำให้ดวงตาดูกว้าง สดใส และคืนความอ่อนเยาว์ เทคนิคนี้สามารถแก้หนังตาตกในผู้สูงอายุ ทั้งยังช่วยเสริมด้านความงามและการเปิดตาให้ดูสดใสขึ้นได้
ในบางราย แพทย์อาจแนะนำการผ่าตัด Subbrow Lifting หรือยกหางตาซ่อนแผลใต้คิ้ว ซึ่งเป็นเทคนิคที่ช่วยยกผิวหนังหย่อนคล้อยบริเวณหางตาและใต้คิ้วให้ตึงขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวหนังส่วนเกินมากโดยไม่ต้องการเปลี่ยนรูปชั้นตาเดิม
ข้อควรระวังและการพักฟื้นหลังผ่าตัด
- หลังผ่าตัดอาจมีอาการบวม ช้ำ ในช่วง 2-3 วันแรกของการผ่าตัด
- การติดตามผลอยู่เป็นประจำจะช่วยประเมินผลลัพธ์และปรับแก้หากจำเป็น
- ผลลัพธ์ที่ชัดเจนจะเห็นใน 6–12 เดือน และอยู่ได้นานหลายปี ขึ้นอยู่กับการดูแลตนเองของแต่ละบุคคล
หากคุณมีปัญหาหนังตาตกหรือตาหย่อน จากกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงหรือปัจจัยอื่น ๆ สามารถเข้ารับการรักษาได้ที่ Bangkok Eye Aesthetics (BEA Clinic) คลินิกศัลยกรรมตาใจกลางอโศก ออกแบบการทำตาสองชั้นและการผ่าตัดกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงด้วยแผนการรักษาเฉพาะบุคคล ดำเนินการทุกขั้นตอนโดยนายแพทย์จิรัช เจตชยานนท์ นัดหมายเข้ารับคำปรึกษาฟรีได้ที่ LINE Official: @beaclinic หรือโทร. 064-196-3635
ข้อมูลอ้างอิง
- Ptosis (Droopy Eyelid). https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/14418-ptosis-droopy-eyelid
- Ptosis: causes, presentation, and management. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/12925861/
FAQ
How should I take care of myself after the surgery?
During the first 1-3 days, apply cold compresses to reduce swelling and bruising. sleep on your back with your head elevated for at least 3 days and avoid getting the wound wet during the first 7 days.
Avoid getting the incision site wet during the first 7 days, and refrain from wiping, rubbing, picking, or scratching the wound for at least 2 weeks.
Refrain from consuming fermented foods, seafood, and alcoholic beverages during the first month.
Sleep on your back with your head elevated for at least 3 consecutive days.
Take all prescribed medications exactly as directed by your surgeon to ensure optimal recovery.
How many techniques are there for double eyelid surgery at BEA Clinic?
We have 3 techniques:
✔️Short incision technique
✔️ Long incision technique
✔️ None incision technique
The ophthalmologist will assess and select the most suitable technique for each person's eye shape and problems.
